นางสาวประภาพร แจ้งอ่างหิน
รหัส 53540117
เรียน เสาร์ (บ่าย) อาทิตย์ (บ่าย)
ลิงค์ส่งงานค่ะ
https://sites.google.com/site/53540117pmp/ngan
สื่อคอมพิวเตอร์ออฟไลน์ offline
วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
สื่อคอมพิวเตอร์ออฟไลน์ offline
ธรรมชาติของสื่อคอมพิวเตอร์ออฟไลน์(Offline)
แบบไม่ใช้สายหรือไม่มีการติดต่อกันทางสาย ซึ่งหมายถึง การนำแผ่นดิสก์หรือแผ่นซีดีรอมที่บันทึกข้อมูล มาเล่นบนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง เพียงเครื่องเดียว (เรียกกันว่าแบบแสตนด์อะโลน(stand alone) แผ่นซีดีรอมใช้อยู่ที่คอมพิวเตอร์เครื่องใด ภาพและเสียงก็จะแสดงผลอยู่ที่เฉพาะเครื่องนั้น
ข้อเด่นของสื่อ offline
สามารถใช้ได้ทุกที่ๆมีคอมพิวเตอร์ ไม่จำเป็นต้องต่อกับระบบ network เพราะภายในตัวสื่อนี้มีความพร้อมอยู่แล้ว
ข้อด้อยของสื่อ offline
หลักการใช้สื่อออฟไลน์
เป็นสื่อที่มีข้อมูลข่อนข้างเก่าง่าย และ ยากต่อการปรับปรุงสื่อ offline ที่เป็นที่นิยมกันมากคือ การโฆษณาผ่านหนังสือพิมพ์ แต่สื่อเหล่านี้ ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก ดังนั้น อาจจะทำในสื่อ offline แบบอื่นๆ เช่น ที่คั่นหนังสือ ทำสติกเกอร์ติดรถ หรือ ใส่เสื้อที่มีชื่อเว็บไซต์ของเราเอง เพราะให้หลายๆ คนมองเห็นและคุ้นตากับชื่อเว็บไซต์เราได้มากที่สุด
สื่อคอมพิวเตอร์ออนไลน์ online
สื่อคอมพิวเตอร์ออนไลน์ online
ธรรมชาติของสื่อคอมพิวเตอร์ออนไลน์(Online)
คนอ่านไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ หรือต้องใช้เวลากับสิ่งหนึ่งนานๆ ดังนั้น เมื่อเข้ามาเพื่ออ่านข้อความสักหนึ่งข้อความ ผู้อ่านต้องการทราบโดยรวดเร็วว่า บทความหรือเนื้อหาที่นำเสนอเกี่ยวกับอะไร มีเรื่องอะไรที่เขาจะอ่านในบทความได้บ้าง โดยลักษณะการอ่านก็คือ “การกวาดสายตา
สื่อคอมพิวเตอร์ออนไลน์(Online) คือ
คนอ่านไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ หรือต้องใช้เวลากับสิ่งหนึ่งนานๆ ดังนั้น เมื่อเข้ามาเพื่ออ่านข้อความสักหนึ่งข้อความ ผู้อ่านต้องการทราบโดยรวดเร็วว่า บทความหรือเนื้อหาที่นำเสนอเกี่ยวกับอะไร มีเรื่องอะไรที่เขาจะอ่านในบทความได้บ้าง โดยลักษณะการอ่านก็คือ “การกวาดสายตา
สื่อคอมพิวเตอร์ออนไลน์(Online) คือ
ใช้สายนำสัญญาณและใช้ซอฟแวร์จัดการให้ข้อมูลในเครื่องหนึ่งไปแสดงผลบนเครื่องอื่นได้ สื่อมัลติมีเดียก็ได้พัฒนาขึ้น ตามลำดับ และถูกนำไปใช้ในประโยชน์ใน ระบบเครือข่ายเล็กๆ (LAN) นั่นคือเริ่มใช้เป็นสื่อแบบออนไลน์ (online)
อาศัยสายสัญญาณที่เชื่อมโยงติดต่อกันนั้นนำข้อมูลมัลติมีเดียจาก เครื่องแม่ข่าย (server) กระจายไปแสดงผลที่ทุก
เครื่องที่เป็น ลูกข่าย (clients) ใน เครือข่าย (network)
ข้อเด่นของสื่อ online สามารถถ่ายทอดและเผยแพร่สื่อโดยไร้พรมแดน สามารถปรับปรุงข้อมูลได้ตลอด และประหยัดเวลาในการศึกษาสื่อ
ข้อด้อยของสื่อ online
การป้องกันข้อมูลจากการละเมิดสิทธิเป็นไปได้ยาก เป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถือต่ำบางสื่อไม่สามารถใช้ศึกษาเชิงวิชาการได้
หลักการใช้สื่อออนไลน์(Online)
การใช้สื่อออนไลน์มีผลกระทบต่อทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ขึ้นอยู่กับว่าจะมีผลกระทบในด้านใดถ้าเราใช้ไปในทางที่ดีผลกระทบมันก็จะเกิดประโยชน์ เกิดผลดีกับตัวเรา แต่หากเราใช้ไปในทางที่ผิดผลกระทบที่ไม่ดีมันก็จะเกิดขึ้นกับตัวเราอีกเช่นกันซึ่งทุกคนคงไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองเพราะฉะนั้นเราควรใช้สื่อออนไลน์ตามความจำเป็น และใช้ในทางที่ถูกต้องเพื่อประโยชน์ที่จะได้รับและตัวของคุณเอง
สื่อการสอนประเภทกิจกรรม
วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
สื่อการสอนประเภทกิจกรรม
ธรรมชาติของสื่อประเภทกิจกรรม
เป็นสื่อการสอนที่มีคุณค่าต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนความหมายของสื่อการสอนประเภทกิจกรรมกิจกรรม หมายถึง การที่ผู้เรียนปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อการเรียนรู้
สื่อการสอนประเภทกิจกรรม หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์หรือเรียนรู้เนื้อหาบทเรียนด้วยการ ดูการฟัง การสังเกต การทดลอง การสัมผัส จับต้องด้วยตนเอง รวมถึงการร่วมแสดงความคิดเห็น
ประเภทของสื่อประเภทกิจกรรมการสาธิตการสาธิต คือ กระบวนการที่ผู้สอน หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งใช้ในการช่วยให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ โดยการแสดง หรือกระทำให้ดูเป็นตัวอย่างพร้อมๆ กับการบอก การอธิบาย ให้ผู้เรียนได้สังเกตและเรียนรู้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการสังเกตกระบวนการขั้นตอนการสาธิตนั้นๆ แล้วให้ผู้เรียนซักถาม อภิปรายและสรุปการเรียนรู้ที่ได้จากการสาธิต ซึ่งทำให้การสอนแบบสาธิตมีคุณค่าหลายประการคุณค่าของการสาธิต
การสาธิตเป็นสื่อมีคุณค่าต่อกระบวนการเรียนการสอนและการเรียนรู้ของผู้เรียนดังนี้เป็นจุดรวมความสนใจของผลเรียนการสาธิตเหมาะกับการแสดงเนื้อหาที่เกี่ยวกับกระบวนการได้ดีการสาธิตเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนจึงมีส่วนร่วมอย่างจิงจังช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลินสามารถใช้กับกระบวนการเรียนการสอนได้ทั้งวิชาที่ต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ประกอบประหยัดค่าใช้จ่าย ทุ่นเวลาประเภทของการสาธิต แบ่งออกเป็น 2 ชนิดการสาธิตวิธี คือ
วิธีการแสดงวิธีทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้ผู้ชมเห็นวิธีการเป็นขั้นตอนต่างๆการสาธิตผล คือ การแสดงให้เห็นผลจากการกระทำตามกระบวนการหรือขั้นตอนต่างๆ
วัตถุประสงค์ในการสาธิต การสาธิตสามารถนำไปใช้ในกระบวนการเรียนการสอนเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ดังนี้เพื่อกระตุ้นความสนใจผู้เรียนทั้งในขั้นนำเข้าสู้บทเรียนเพื่อถ่ายทอดความรู้ ทัศนคติ การสร้างประเด็นให้ผู้เรียนคิดหาทางแก้ปัญหาเพื่อสร้างความเข้าใจในเนื้อหา หลักการ และความคิดรวบยอดของบทเรียนทั้งในขั้นการสอนและการสรุปเนื้อหาบทเรียนเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดต่างๆ
สื่อการสอนประเภทกิจกรรม หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์หรือเรียนรู้เนื้อหาบทเรียนด้วยการ ดูการฟัง การสังเกต การทดลอง การสัมผัส จับต้องด้วยตนเอง รวมถึงการร่วมแสดงความคิดเห็น
ประเภทของสื่อประเภทกิจกรรมการสาธิตการสาธิต คือ กระบวนการที่ผู้สอน หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งใช้ในการช่วยให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ โดยการแสดง หรือกระทำให้ดูเป็นตัวอย่างพร้อมๆ กับการบอก การอธิบาย ให้ผู้เรียนได้สังเกตและเรียนรู้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการสังเกตกระบวนการขั้นตอนการสาธิตนั้นๆ แล้วให้ผู้เรียนซักถาม อภิปรายและสรุปการเรียนรู้ที่ได้จากการสาธิต ซึ่งทำให้การสอนแบบสาธิตมีคุณค่าหลายประการคุณค่าของการสาธิต
การสาธิตเป็นสื่อมีคุณค่าต่อกระบวนการเรียนการสอนและการเรียนรู้ของผู้เรียนดังนี้เป็นจุดรวมความสนใจของผลเรียนการสาธิตเหมาะกับการแสดงเนื้อหาที่เกี่ยวกับกระบวนการได้ดีการสาธิตเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนจึงมีส่วนร่วมอย่างจิงจังช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลินสามารถใช้กับกระบวนการเรียนการสอนได้ทั้งวิชาที่ต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ประกอบประหยัดค่าใช้จ่าย ทุ่นเวลาประเภทของการสาธิต แบ่งออกเป็น 2 ชนิดการสาธิตวิธี คือ
วิธีการแสดงวิธีทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้ผู้ชมเห็นวิธีการเป็นขั้นตอนต่างๆการสาธิตผล คือ การแสดงให้เห็นผลจากการกระทำตามกระบวนการหรือขั้นตอนต่างๆ
วัตถุประสงค์ในการสาธิต การสาธิตสามารถนำไปใช้ในกระบวนการเรียนการสอนเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ดังนี้เพื่อกระตุ้นความสนใจผู้เรียนทั้งในขั้นนำเข้าสู้บทเรียนเพื่อถ่ายทอดความรู้ ทัศนคติ การสร้างประเด็นให้ผู้เรียนคิดหาทางแก้ปัญหาเพื่อสร้างความเข้าใจในเนื้อหา หลักการ และความคิดรวบยอดของบทเรียนทั้งในขั้นการสอนและการสรุปเนื้อหาบทเรียนเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดต่างๆ
ข้อเด่นของสื่อกิจกรรม
1. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดวัตถุประสงค์การทำกิจกรรม และประเมินผลกิจกรรม
2. ผู้เรียนได้ฝึกฝนพฤติกรรมการเรียนทั้งทางด้านความรู้ เจตคติ และทักษะผสมผสานกันเป็นบรรณาการอย่างเป็นระบบ
3. มีลักษณะของการกระทำเด่นชัดด้วยการกำหนดคำที่แสดงถึงการกระทำไว้ด้วยทุกครั้ง
4. กำหนดเงื่อนไขสำหรับประกอบกิจกรรมไว้ชัดเจน สามารถ วัดผล และสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนได้
5. มีเกณฑ์หรือมาตรฐานในการดำเนินกิจกรรม กำหนด พฤติกรรมที่ถือเป็นระดับต่ำสุดที่พึงพอใจ
6. ใช้เวลาพอเหมาะที่ผู้เรียนจะสามารถดำเนินกิจกรรมให้ ประสบผลสำเร็จ และก่อให้เกิดความภาคภูมิใจได้
7. มีการชี้แนวทางหรือนำทางในการดำเนินกิจกรรมได้เด่นชัด
2. ผู้เรียนได้ฝึกฝนพฤติกรรมการเรียนทั้งทางด้านความรู้ เจตคติ และทักษะผสมผสานกันเป็นบรรณาการอย่างเป็นระบบ
3. มีลักษณะของการกระทำเด่นชัดด้วยการกำหนดคำที่แสดงถึงการกระทำไว้ด้วยทุกครั้ง
4. กำหนดเงื่อนไขสำหรับประกอบกิจกรรมไว้ชัดเจน สามารถ วัดผล และสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนได้
5. มีเกณฑ์หรือมาตรฐานในการดำเนินกิจกรรม กำหนด พฤติกรรมที่ถือเป็นระดับต่ำสุดที่พึงพอใจ
6. ใช้เวลาพอเหมาะที่ผู้เรียนจะสามารถดำเนินกิจกรรมให้ ประสบผลสำเร็จ และก่อให้เกิดความภาคภูมิใจได้
7. มีการชี้แนวทางหรือนำทางในการดำเนินกิจกรรมได้เด่นชัด
8. กิจกรรมต้องตรงกับเนื้อหาที่กำหมดไว้
9. กิจกรรมไม่ควรมีความยุ่งยากซับซ้อน และความยากง่ายเหมาะสมกับผู้เรียน
10. เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
ข้อด้อยของสื่อกิจกรรม
1. ใช้พื้นที่ในการจัดกิจกรรมมาก
2. ใช้ทรัพยากรในการจัดกิจกรรมมาก
3. ใช้เวลาในการจัดกิจกรรมมาก
4. ใช้ผู้จัดกิจกรรมจำนวนมาก
หลักการใช้สื่อประเภทกิจกรรม
ขั้นตอนในการสาธิต ซึ่งมีวิธีการดำเนินงาน อยู่3ขั้นตอน คือ
การเตรียม การสาธิต
การประเมินผลขั้นการเตรียม เป็นขั้นรวบรวมเนื้อหา วัสดุอุปกรณ์
การซักซ้อมขั้นตอน การสาธิตก่อนลงมือสาธิตจริง การเตรียมที่ดีย่อมทำให้การสาธิตเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งมีขั้นตอนดังนี้กำหนดเป้าหมายของการสาธิตว่าจะให้ผู้เรียนเรียนรู้หรือได้รับ
ประโยชน์อะไรบ้างจากการสาธิตจัดสถานที่ที่จะสาธิตให้เรียบร้อยการสาธิตที่ดีมีประสิทธิภาพในการแสดงต้องเตรียมวัสดุที่จำเป็นให้พร้อมและจัดเรียงไว้ตามลำดับการใช้ทั้งก่อนและหลังการเตรียมความพร้อมใช้กับผู้เรียน โดยวัตถุประสงค์ทดลองซักซ้อมขั้นตอนต่างๆ ให้เกิดความคล่องแคล่ววางแผนหาวิธีกระตุ้นเพื่อดึงดูดความสนใจผู้เรียนตลอดเวลาเตรียมเอกสารประกอบการสาธิตให้พร้อมขั้นการสาธิต เป็นขั้นการแสดวิธีการหรือกระบวนการประกอบการบรรยาย ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
อธิบายลำดับให้ผู้เรียนเข้าใจเสียก่อนขณะอธิบายครูควรใช้แผ่นภูมิหรือรูปภาพประกอบสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเองกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดและติดตามโดยวิธีถามเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมขั้นการประเมินผล เมื่อการสาธิตเสร็จสิ้นลงควรทำการประเมินผลทันที อาจทำได้ 3 แบบ
1 ประเมินการเรียนของผู้เรียน
2 ประเมินผลการสอนของครูสาธิต
3. การจัดนิทรรศการการจัดนิทรรศการ คือ การนำเอาทัศนวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนเช่น แผนภาพ รูปภาพ กราฟ วัสดุ 3มิติ
2.1 คุณค่าของนิทรรศการ สื่อนิทรรศการมีคุณค่าต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนคือ ช่วยรวมความคิดที่กระจัดกระจายมาสรุปเป็นความคิดรวบยอดได้ถูกต้อง ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักการกระทำงานเป็นหมู่คณะ ฝึกความอดทน ความรับผิดชอบ
2.2 ประเภทของนิทรรศการ นิทรรศการที่พบเห็นทั่วไปแบ่งได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ คือ
2.2.1 การจำแนกตามขนาดได้แก่ การจัดแสดง นิทรรศการ มหกรรม
2.2.2 การจำแนกตามวัตถุประสงค์ในการจัด
2.2.3 การจำแนกตามระยะเวลา
2.2.4 การจำแนกตามสถานที่
2.3 หลักการออกแบบนิทรรศการ ให้มีประสิทธิภาพสามารถดึงดูดความสนใจและให้ประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ชมได้ควรยึดหลักการออกแบบดังนี้
2.3.1 ความเป็นเอกภพ หมายถึง การออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ให้สอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความกลมกลืนกันทั้งวัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระ วัสดุอุปกรณ์
2.3.2 ความสมดุล หมายถึง ลักษณะการจัดนิทรรศการให้มีสัดส่วนขององค์ประกอบเหมาะสม สวยงาม ก่อให้เกิดความรู้สึกสบาย
2.3.3 การเน้น เป็นการจัดสิ่งเร้าหรือองค์ประกอบให้โดดเด่นเฉพาะ เพื่อกระตุ้นความสนใจให้ผู้ชมสามารถรับรู้และเรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์
2.4 เกณฑ์การพิจารณานิทรรศการ มีข้อพิจารณาดังนี้2.4.1 ต้องตระหนักว่านิทรรศการนั้น เป็นการจัดให้ผู้ชมดูไม่ใช่จัดให้อ่าน
2.4.2 ต้องดูว่าสถานที่ที่จะจัดนิทรรศการนั้นเหมาะสมหรือไม่
2.4.3 จุดหนึ่งหรือบริเวณหนึ่งที่จัดให้คนดูจะต้องมีจุดมุ่งหมายเดียว
2.4.4 ต้องทำสิ่งยากๆให้ดูง่าย
2.4.5 การใช้สีเป็นการกระตุ้นความรู้สึกของผู้ชมเป็นอย่างดี
2.4.6 ตัวหนังสือจะต้องอ่านง่าย
2.5 ขั้นตอนในการจัดนิทรรศการ
2.5.1 ขั้นการวางแผน
2.5.1.1 การตั้งวัตถุประสงค์
2.5.1.2 การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย
2.5.1.3 การกำหนดเนื้อหา
2.5.1.4 การกำหนดสถานที่
2.5.1.5 การกำหนดเวลา
2.5.1.6 การตั้งงบประมาณ
2.5.1.7 การออกแบบนิทรรศการ
2.5.1.8 จัดเตรียมอุปกรณ์
2.5.1.9 การประชาสัมพันธ์
2.5.1.10 การกำหนดหน้าที่รับผิดชอบ
2.5.2 ขั้นปฏิบัติการผลิตสื่อและการติดตั้ง
2.5.2.1 การจัดวางหรือติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตามที่วางแผนและออกแบบไว้ แต่สามารถปรับปรุงได้บ้างเพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่จริง
2.5.2.2 การติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ทุกชิ้น ต้องมีความมั่นคง แข็งแรง ต้องระวังไม่ให้เกิดความเสียหายหรือเป็นอันตรายระหว่างการนำเสนอ
2.5.2.3 ควรป้องกันอันตรายอย่างรอบคอบจากวัสดุอุปกรณ์ที่มีคม
2.5.3 ขั้นการนำเสมอ มีข้อควรปฏิบัติดังนี้
2.5.3.1 ควรจัดพิธีกรให้คำแนะนำประจำกลุ่มเนื้อหาหรือกิจกรรมต่างๆเพื่อตอบข้อสงสัยผู้ชมระหว่างการชมนิทรรศการ
2.5.3.2 ควรตรวจสอบเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
2.5.3.3การประชาสัมพันธ์ภายในต้องใช้เสียงพอเหมาะกับจำนวนผู้ชมและบริเวณงาน
2.5.3.4ควรให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างเต็มใจ
2.5.3.5ขณะจัดแสดงอาจต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าบ้างเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์จริง
2.5.4 ขั้นการประเมินผล เป็นขั้นตืดตามคุณภาพและประสิทธิภาพในการจัดนิทรรศการแต่ละครั้ง
3. ประสบการณ์นาฏการประสบการณ์นาฎการ หมายถึง ประสบการณ์ที่ใช้แทนประสบการณ์จริง แต่มิได้หมายความว่าจะต้องเหมือนกับประสบการณ์จริงทุกประการ หรือเลียนแบบจากประสบการณ์จริงทุกอย่างไปก็หาไม่
4.การใช้ชุมชนเพื่อศึกษาการใช้ชุมชนเพื่อการศึกษา หมายถึง การใช้แหล่งวิชาการและสภาพแวดล้อมของชุมชนให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ประโยชน์ของการใช้ชุมนุมเพื่อการศึกษา การใช้ชุมชนศึกษามีประโยชน์ต่อการเรียนรู้หลายประการดังนี้ทำให้ผู้เรียนคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมและรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นำความรู้จากห้องเรียนไปใช้ชีวิตจริงๆ เป็นการเชื่อมโยงสภาพการณ์ในห้องเรียนกับสภาพความเป็นจริงแหล่งวิชาการในชุมชน ช่วยขยายความรู้เพิ่มเติมจากที่ครูสอนในหลักสูตรให้สมบูรณ์ขึ้นแหล่งวิชาการในชุมชนมีมากอยู่แล้วทั้งสถานที่ และบุคคล ถ้าครูเลือกและนำมาใช้ให้เหมาะสมก็จะได้ผลคุ้มค่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศในการเรียน ช่วยให้ผู้เรียนได้พบสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ เร้าความสนใจและเพิ่มพูนความเข้าใจฝึกการทำงานร่วมกันอย่างมีมนุษย์สัมพันธ์ สร้างนิสัยช่างซักถาม สังเกตพิจารณา ฝึกความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย การตรงต่อเวลาเปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกทักษะการใช้ภาษาด้านการฟัง การพูด การเขียน การคิดคำนวณ เป็นเหตุเป็นผลเชิงคณิตศาสตร์ และการคิดเหตุผลเชิง ศิลปะปรัชญาเป็นวิธีแก้ปัญหาครูขาดความรู้ความชำนาญบางสาขาในชุมชน ทั้งยังเป็นการสร้างความคุ้นเคยและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถานศึกษาและชุมชนแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ในชุมชน แหล่งทรัพยากรเรียนรู้ในชุมชนมีหลายประเภท กล่าวโดยสรุป คือบุคลากร ได้แก่บุคคลผู้ชมความรู้ความสามารถและประสบการณ์โดยตรงในสาขาอาชีพต่างๆสถานที่วัสดุอุปกรณ์กิจกรรมของชุมชนวิธีการใช้ชุมชนเพื่อการศึกษา
4.1 การศึกษาภายในโรงเรียน
4.2 การศึกษาในชุมชนใกล้โรงเรียน
4.3 การเชิญวิทยากรในท้องถิ่นมาบรรยาย
4.4 การไปทัศนาศึกษานอกสถานที่
5. สถานการณ์จำลองการจัดสถานการณ์จำลองเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียนที่จะออกไปเผชิญกับปัญหาจริง ๆ เช่น การเตรียมนักศึกษาฝึกสอน ก่อนที่จะออกไปสอนต้องได้รับการฝึกฝนด้านวิชาการสอน วิธีฝึกทักษะอย่างหนึ่งที่ได้ผลดีคือการฝึกจากสถานการณ์จำลอง
5.1 การใช้สถานการณ์จำลองในการเรียนการสอน ลำดับขั้นในการใช้สถานการณ์จำลองในการสอน ครูอาจทำได้ดังนี้
5.1.1 ผู้สอนเสนอสถานการณ์ที่ทำให้เกิดปัญญา
5.1.2 ผู้เรียนศึกษาปัญหารวบรวมข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางตัดสินใจและแก้ปัญหาตามขั้นตอน
5.1.3 แต่ละกลุ่มเสนอวิธีการแก้ปัญหาของตนต่อชั้นเรียน
5.1.4 ผู้สอนผู้เรียนช่วยกันประเมินค่าโดยพิจารณาเหตุผลว่าวิธีการใดดีและมีเหตุผลที่ดีที่สุด
5.2 ขบวนการแก้ปัญหาในสถานการณ์จำลอง แนวทางในการแก้ปัญหา สาเหตุของปัญหา รวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ ตัดสินใจเลือกวิธีแก้ปัญหาที่มีเหตุผลดีที่สุด
5.3 คุณค่าของการใช้สถานการณ์จำลองในการเรียนการสอน การใช้ประสบการณ์จำลองในการเรียนการสอน
5.3.1 เป็นการให้โอกาสผู้เรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการต่างๆ
5.3.2 ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนสูงมาก เกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้
5.3.3 สามารถจัดประสบการณ์ที่เพิ่มประสิทธิภาพความจำได้ดี สามารถถ่ายทอดสิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับสภาพความเป็นจริงในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5.3.4 สามารถจัดทดลองจริงได้ตามสมมติฐาน
5.3.5 ควบคุมเวลาเวลาในการเรียนรู้ได้ดี
6. การศึกษานอกสถานที่การศึกษานอกสถานที่หรือทัศนศึกษา หมายถึง กิจกรรมที่พาผู้เรียนออกไปหาประการณ์นอกห้องเรียน เพื่อให้เกิดการเรียนที่สอดคล้องกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนและการดำเนินการอย่างมีขั้นตอนเป็นสำคัญ
6.1 คุณค่าของการศึกษานอกสถานการณ์ คุณค่าที่มีต่อผู้เรียนช่วยให้ผู้มีประการณ์ตรง ทำให้บทเรียนมีความหมายยิ่งขึ้น
6.2 ขั้นการเตรียมหรือการวางแผน ก่อนออกไปนอสถานการณ์ที่จะต้องเตรียมหรือวางแผน
6.2.1 การเตรียมสำหรับครู โดยการกำหนดวัตถุประสงค์ให้สอสดคล้องกับบทเรียน
6.2.2 การเตรียมสำหรับผู้เรียน โดยวัตถุประสงค์ว่าต้องการเรียนรู้จากการไปทัศนศึกษา
6.2.3 ขั้นดำเนินกิจกรรม ในขั้นตอนปฏิบัติตามแผนที่กำหนด
6.2.4 ขั้นประเมินผลหรือติดตามผล เมื่อกลับจากการศึกษานอกสถานที่สิ่งที่ต้องทำคือการจัดกิจกรรมประเมินผล
7. กระบวนการกลุ่มการจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการกลุ่มหรือกลุ่มสัมพันธ์เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้รับความรู้จากการลงมือร่วมกันปฏิบัติเป็นกลุ่ม
7.1 การจัดการเรียนรู้กระบวนการกลุ่ม หลักการสอนตามทฤษฎีกลุ่มสัมพันธ์แบ่งออกเป็นหลักการใหญ่ๆ 5 ข้อ
7.1.1 ตั้งจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน กระบวนการเรียนการสอนแต่ละวิชา
7.1.2 การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ คือการจัดกิจกรรมเพื่อให้สนองตามจุดมุ่งหมายในการจัดกิจกรรม
7.1.3 การให้ผู้เรียนได้วิเคราะห์ประสบการณ์การเรียนร่วมกัน ในขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะได้วิเคราะห์ถึงสิ่งที่กระทำลงไป
7.1.4 การส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถสรุปและนำหลักการไปประยุกต์ใช้เมื่อผู้เรียนได้แนวคิดที่ถูกต้องแล้ว
7.1.5 การประเมินผล เป็นขั้นสุดท้ายของการเรียนการสอนแบบกิจกรรมกลุ่มวิธีการประเมินผล
7.2 ข้อดีและข้อกัดของกระบวนการกลุ่ม การจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการกลุ่มมีข้อดีและข้อจำกัด
ขั้นตอนในการสาธิต ซึ่งมีวิธีการดำเนินงาน อยู่3ขั้นตอน คือ
การเตรียม การสาธิต
การประเมินผลขั้นการเตรียม เป็นขั้นรวบรวมเนื้อหา วัสดุอุปกรณ์
การซักซ้อมขั้นตอน การสาธิตก่อนลงมือสาธิตจริง การเตรียมที่ดีย่อมทำให้การสาธิตเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งมีขั้นตอนดังนี้กำหนดเป้าหมายของการสาธิตว่าจะให้ผู้เรียนเรียนรู้หรือได้รับ
ประโยชน์อะไรบ้างจากการสาธิตจัดสถานที่ที่จะสาธิตให้เรียบร้อยการสาธิตที่ดีมีประสิทธิภาพในการแสดงต้องเตรียมวัสดุที่จำเป็นให้พร้อมและจัดเรียงไว้ตามลำดับการใช้ทั้งก่อนและหลังการเตรียมความพร้อมใช้กับผู้เรียน โดยวัตถุประสงค์ทดลองซักซ้อมขั้นตอนต่างๆ ให้เกิดความคล่องแคล่ววางแผนหาวิธีกระตุ้นเพื่อดึงดูดความสนใจผู้เรียนตลอดเวลาเตรียมเอกสารประกอบการสาธิตให้พร้อมขั้นการสาธิต เป็นขั้นการแสดวิธีการหรือกระบวนการประกอบการบรรยาย ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
อธิบายลำดับให้ผู้เรียนเข้าใจเสียก่อนขณะอธิบายครูควรใช้แผ่นภูมิหรือรูปภาพประกอบสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเองกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดและติดตามโดยวิธีถามเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมขั้นการประเมินผล เมื่อการสาธิตเสร็จสิ้นลงควรทำการประเมินผลทันที อาจทำได้ 3 แบบ
1 ประเมินการเรียนของผู้เรียน
2 ประเมินผลการสอนของครูสาธิต
3. การจัดนิทรรศการการจัดนิทรรศการ คือ การนำเอาทัศนวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนเช่น แผนภาพ รูปภาพ กราฟ วัสดุ 3มิติ
2.1 คุณค่าของนิทรรศการ สื่อนิทรรศการมีคุณค่าต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนคือ ช่วยรวมความคิดที่กระจัดกระจายมาสรุปเป็นความคิดรวบยอดได้ถูกต้อง ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักการกระทำงานเป็นหมู่คณะ ฝึกความอดทน ความรับผิดชอบ
2.2 ประเภทของนิทรรศการ นิทรรศการที่พบเห็นทั่วไปแบ่งได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ คือ
2.2.1 การจำแนกตามขนาดได้แก่ การจัดแสดง นิทรรศการ มหกรรม
2.2.2 การจำแนกตามวัตถุประสงค์ในการจัด
2.2.3 การจำแนกตามระยะเวลา
2.2.4 การจำแนกตามสถานที่
2.3 หลักการออกแบบนิทรรศการ ให้มีประสิทธิภาพสามารถดึงดูดความสนใจและให้ประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ชมได้ควรยึดหลักการออกแบบดังนี้
2.3.1 ความเป็นเอกภพ หมายถึง การออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ให้สอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความกลมกลืนกันทั้งวัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระ วัสดุอุปกรณ์
2.3.2 ความสมดุล หมายถึง ลักษณะการจัดนิทรรศการให้มีสัดส่วนขององค์ประกอบเหมาะสม สวยงาม ก่อให้เกิดความรู้สึกสบาย
2.3.3 การเน้น เป็นการจัดสิ่งเร้าหรือองค์ประกอบให้โดดเด่นเฉพาะ เพื่อกระตุ้นความสนใจให้ผู้ชมสามารถรับรู้และเรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์
2.4 เกณฑ์การพิจารณานิทรรศการ มีข้อพิจารณาดังนี้2.4.1 ต้องตระหนักว่านิทรรศการนั้น เป็นการจัดให้ผู้ชมดูไม่ใช่จัดให้อ่าน
2.4.2 ต้องดูว่าสถานที่ที่จะจัดนิทรรศการนั้นเหมาะสมหรือไม่
2.4.3 จุดหนึ่งหรือบริเวณหนึ่งที่จัดให้คนดูจะต้องมีจุดมุ่งหมายเดียว
2.4.4 ต้องทำสิ่งยากๆให้ดูง่าย
2.4.5 การใช้สีเป็นการกระตุ้นความรู้สึกของผู้ชมเป็นอย่างดี
2.4.6 ตัวหนังสือจะต้องอ่านง่าย
2.5 ขั้นตอนในการจัดนิทรรศการ
2.5.1 ขั้นการวางแผน
2.5.1.1 การตั้งวัตถุประสงค์
2.5.1.2 การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย
2.5.1.3 การกำหนดเนื้อหา
2.5.1.4 การกำหนดสถานที่
2.5.1.5 การกำหนดเวลา
2.5.1.6 การตั้งงบประมาณ
2.5.1.7 การออกแบบนิทรรศการ
2.5.1.8 จัดเตรียมอุปกรณ์
2.5.1.9 การประชาสัมพันธ์
2.5.1.10 การกำหนดหน้าที่รับผิดชอบ
2.5.2 ขั้นปฏิบัติการผลิตสื่อและการติดตั้ง
2.5.2.1 การจัดวางหรือติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตามที่วางแผนและออกแบบไว้ แต่สามารถปรับปรุงได้บ้างเพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่จริง
2.5.2.2 การติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ทุกชิ้น ต้องมีความมั่นคง แข็งแรง ต้องระวังไม่ให้เกิดความเสียหายหรือเป็นอันตรายระหว่างการนำเสนอ
2.5.2.3 ควรป้องกันอันตรายอย่างรอบคอบจากวัสดุอุปกรณ์ที่มีคม
2.5.3 ขั้นการนำเสมอ มีข้อควรปฏิบัติดังนี้
2.5.3.1 ควรจัดพิธีกรให้คำแนะนำประจำกลุ่มเนื้อหาหรือกิจกรรมต่างๆเพื่อตอบข้อสงสัยผู้ชมระหว่างการชมนิทรรศการ
2.5.3.2 ควรตรวจสอบเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
2.5.3.3การประชาสัมพันธ์ภายในต้องใช้เสียงพอเหมาะกับจำนวนผู้ชมและบริเวณงาน
2.5.3.4ควรให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างเต็มใจ
2.5.3.5ขณะจัดแสดงอาจต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าบ้างเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์จริง
2.5.4 ขั้นการประเมินผล เป็นขั้นตืดตามคุณภาพและประสิทธิภาพในการจัดนิทรรศการแต่ละครั้ง
3. ประสบการณ์นาฏการประสบการณ์นาฎการ หมายถึง ประสบการณ์ที่ใช้แทนประสบการณ์จริง แต่มิได้หมายความว่าจะต้องเหมือนกับประสบการณ์จริงทุกประการ หรือเลียนแบบจากประสบการณ์จริงทุกอย่างไปก็หาไม่
4.การใช้ชุมชนเพื่อศึกษาการใช้ชุมชนเพื่อการศึกษา หมายถึง การใช้แหล่งวิชาการและสภาพแวดล้อมของชุมชนให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ประโยชน์ของการใช้ชุมนุมเพื่อการศึกษา การใช้ชุมชนศึกษามีประโยชน์ต่อการเรียนรู้หลายประการดังนี้ทำให้ผู้เรียนคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมและรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นำความรู้จากห้องเรียนไปใช้ชีวิตจริงๆ เป็นการเชื่อมโยงสภาพการณ์ในห้องเรียนกับสภาพความเป็นจริงแหล่งวิชาการในชุมชน ช่วยขยายความรู้เพิ่มเติมจากที่ครูสอนในหลักสูตรให้สมบูรณ์ขึ้นแหล่งวิชาการในชุมชนมีมากอยู่แล้วทั้งสถานที่ และบุคคล ถ้าครูเลือกและนำมาใช้ให้เหมาะสมก็จะได้ผลคุ้มค่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศในการเรียน ช่วยให้ผู้เรียนได้พบสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ เร้าความสนใจและเพิ่มพูนความเข้าใจฝึกการทำงานร่วมกันอย่างมีมนุษย์สัมพันธ์ สร้างนิสัยช่างซักถาม สังเกตพิจารณา ฝึกความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย การตรงต่อเวลาเปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกทักษะการใช้ภาษาด้านการฟัง การพูด การเขียน การคิดคำนวณ เป็นเหตุเป็นผลเชิงคณิตศาสตร์ และการคิดเหตุผลเชิง ศิลปะปรัชญาเป็นวิธีแก้ปัญหาครูขาดความรู้ความชำนาญบางสาขาในชุมชน ทั้งยังเป็นการสร้างความคุ้นเคยและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถานศึกษาและชุมชนแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ในชุมชน แหล่งทรัพยากรเรียนรู้ในชุมชนมีหลายประเภท กล่าวโดยสรุป คือบุคลากร ได้แก่บุคคลผู้ชมความรู้ความสามารถและประสบการณ์โดยตรงในสาขาอาชีพต่างๆสถานที่วัสดุอุปกรณ์กิจกรรมของชุมชนวิธีการใช้ชุมชนเพื่อการศึกษา
4.1 การศึกษาภายในโรงเรียน
4.2 การศึกษาในชุมชนใกล้โรงเรียน
4.3 การเชิญวิทยากรในท้องถิ่นมาบรรยาย
4.4 การไปทัศนาศึกษานอกสถานที่
5. สถานการณ์จำลองการจัดสถานการณ์จำลองเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียนที่จะออกไปเผชิญกับปัญหาจริง ๆ เช่น การเตรียมนักศึกษาฝึกสอน ก่อนที่จะออกไปสอนต้องได้รับการฝึกฝนด้านวิชาการสอน วิธีฝึกทักษะอย่างหนึ่งที่ได้ผลดีคือการฝึกจากสถานการณ์จำลอง
5.1 การใช้สถานการณ์จำลองในการเรียนการสอน ลำดับขั้นในการใช้สถานการณ์จำลองในการสอน ครูอาจทำได้ดังนี้
5.1.1 ผู้สอนเสนอสถานการณ์ที่ทำให้เกิดปัญญา
5.1.2 ผู้เรียนศึกษาปัญหารวบรวมข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางตัดสินใจและแก้ปัญหาตามขั้นตอน
5.1.3 แต่ละกลุ่มเสนอวิธีการแก้ปัญหาของตนต่อชั้นเรียน
5.1.4 ผู้สอนผู้เรียนช่วยกันประเมินค่าโดยพิจารณาเหตุผลว่าวิธีการใดดีและมีเหตุผลที่ดีที่สุด
5.2 ขบวนการแก้ปัญหาในสถานการณ์จำลอง แนวทางในการแก้ปัญหา สาเหตุของปัญหา รวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ ตัดสินใจเลือกวิธีแก้ปัญหาที่มีเหตุผลดีที่สุด
5.3 คุณค่าของการใช้สถานการณ์จำลองในการเรียนการสอน การใช้ประสบการณ์จำลองในการเรียนการสอน
5.3.1 เป็นการให้โอกาสผู้เรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการต่างๆ
5.3.2 ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนสูงมาก เกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้
5.3.3 สามารถจัดประสบการณ์ที่เพิ่มประสิทธิภาพความจำได้ดี สามารถถ่ายทอดสิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับสภาพความเป็นจริงในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5.3.4 สามารถจัดทดลองจริงได้ตามสมมติฐาน
5.3.5 ควบคุมเวลาเวลาในการเรียนรู้ได้ดี
6. การศึกษานอกสถานที่การศึกษานอกสถานที่หรือทัศนศึกษา หมายถึง กิจกรรมที่พาผู้เรียนออกไปหาประการณ์นอกห้องเรียน เพื่อให้เกิดการเรียนที่สอดคล้องกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนและการดำเนินการอย่างมีขั้นตอนเป็นสำคัญ
6.1 คุณค่าของการศึกษานอกสถานการณ์ คุณค่าที่มีต่อผู้เรียนช่วยให้ผู้มีประการณ์ตรง ทำให้บทเรียนมีความหมายยิ่งขึ้น
6.2 ขั้นการเตรียมหรือการวางแผน ก่อนออกไปนอสถานการณ์ที่จะต้องเตรียมหรือวางแผน
6.2.1 การเตรียมสำหรับครู โดยการกำหนดวัตถุประสงค์ให้สอสดคล้องกับบทเรียน
6.2.2 การเตรียมสำหรับผู้เรียน โดยวัตถุประสงค์ว่าต้องการเรียนรู้จากการไปทัศนศึกษา
6.2.3 ขั้นดำเนินกิจกรรม ในขั้นตอนปฏิบัติตามแผนที่กำหนด
6.2.4 ขั้นประเมินผลหรือติดตามผล เมื่อกลับจากการศึกษานอกสถานที่สิ่งที่ต้องทำคือการจัดกิจกรรมประเมินผล
7. กระบวนการกลุ่มการจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการกลุ่มหรือกลุ่มสัมพันธ์เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้รับความรู้จากการลงมือร่วมกันปฏิบัติเป็นกลุ่ม
7.1 การจัดการเรียนรู้กระบวนการกลุ่ม หลักการสอนตามทฤษฎีกลุ่มสัมพันธ์แบ่งออกเป็นหลักการใหญ่ๆ 5 ข้อ
7.1.1 ตั้งจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน กระบวนการเรียนการสอนแต่ละวิชา
7.1.2 การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ คือการจัดกิจกรรมเพื่อให้สนองตามจุดมุ่งหมายในการจัดกิจกรรม
7.1.3 การให้ผู้เรียนได้วิเคราะห์ประสบการณ์การเรียนร่วมกัน ในขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะได้วิเคราะห์ถึงสิ่งที่กระทำลงไป
7.1.4 การส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถสรุปและนำหลักการไปประยุกต์ใช้เมื่อผู้เรียนได้แนวคิดที่ถูกต้องแล้ว
7.1.5 การประเมินผล เป็นขั้นสุดท้ายของการเรียนการสอนแบบกิจกรรมกลุ่มวิธีการประเมินผล
7.2 ข้อดีและข้อกัดของกระบวนการกลุ่ม การจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการกลุ่มมีข้อดีและข้อจำกัด
สื่อประเภทเสียง
สื่อประเภทเสียง
ธรรมชาติของสื่อ
สื่อประเภทเสียง หมายถึง วัสดุอุปกรณ์ที่ช่วยในการถ่ายทอดและบันทึกเสียง ของผู้สอนและเสียงอื่น ๆ เพื่อจุดมุ่งหมายของการเรียน
การสอน
การสอน
ข้อเด่นของสื่อประเภทฉาย
เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะให้แสงสว่างที่เพียงพอ ดังนั้นจึงสามารถใช้ในห้องเรียนปกติได้ โดยเครื่องนี้จะตั้งฉายหน้าชั้นเรียน ทำให้ผู้สอนสามารถมองเห็นหน้าผู้เรียนได้ถนัด
ข้อด้อยของสื่อประเภทฉาย
เนื่องจากเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะออกแบบมา เพื่อใช้กับผู้เรียนกลุ่มใหญ่มิใช่เพื่อเป็นสื่อรายบุคคล ดังนั้นจึงไม่สามารถทำเป็นแบบสำเร็จ (Program) เอาไว้ การใช้จึงขึ้นอยู่กับผู้สอน หรือผู้เสนอเนื้อหาเป็นสำคัญ
หลักการใช้
ระบบเสียง
1. ระบบเสียงโมโน (mono phonic sound system) หมายถึงการขยายเสียงที่ขยายเสียงเพียง 1 ช่องเสียง ขยายเสียงเหมือนต้นกำเนิดเสียงเหมาะที่จะนำไปใช้ในการขยายเสียงพูดเสียงบรรยาย
2. ระบบเสียงสเตอริโอ (stereo phonic sound system) หมายถึง การขยายเสียงที่ขยายเสียงตั้งแต่ 2 ช่องเสียงขึ้นไป ขยายเสียงผิดเพี้ยนไปจากต้นกำเนิดเสียงในทางไพเราะ เหมาะที่จะนำไปใช้ในการขยายเสียงเพลง เสียงดนตรี ระบบเสียงสเตอริโอนั้น อาจสร้างขึ้นมาเป็นชนิด 2 ช่องเสียง (2 CH) คือช่องเสียงทางซ้าย (left channel) และช่องเสียงทางขวา (right channel) ซึ่งระบบนี้มนุษย์เรานิยมใช้ฟังกันมากเพราะตรงตามธรรมชาติของหูผู้ฟังคือ มี 2 หู หูซ้ายและหูขวา
1. ระบบเสียงโมโน (mono phonic sound system) หมายถึงการขยายเสียงที่ขยายเสียงเพียง 1 ช่องเสียง ขยายเสียงเหมือนต้นกำเนิดเสียงเหมาะที่จะนำไปใช้ในการขยายเสียงพูดเสียงบรรยาย
2. ระบบเสียงสเตอริโอ (stereo phonic sound system) หมายถึง การขยายเสียงที่ขยายเสียงตั้งแต่ 2 ช่องเสียงขึ้นไป ขยายเสียงผิดเพี้ยนไปจากต้นกำเนิดเสียงในทางไพเราะ เหมาะที่จะนำไปใช้ในการขยายเสียงเพลง เสียงดนตรี ระบบเสียงสเตอริโอนั้น อาจสร้างขึ้นมาเป็นชนิด 2 ช่องเสียง (2 CH) คือช่องเสียงทางซ้าย (left channel) และช่องเสียงทางขวา (right channel) ซึ่งระบบนี้มนุษย์เรานิยมใช้ฟังกันมากเพราะตรงตามธรรมชาติของหูผู้ฟังคือ มี 2 หู หูซ้ายและหูขวา
ระบบขยายเสียง หมายถึง ระบบการเพิ่มกำลังความดังของเสียงธรรมชาติเพื่อให้ผู้ฟังจำนวนมากสามารถได้ยินได้อย่างชัดเจนและให้ผู้ห่างไกลจากแหล่งกำเนิดเสียงได้ยินอย่างทั่วถึงกัน
การขยายเสียงมีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้
1. แหล่งต้นเสียง (Input Signal) หมายถึงส่วนที่ทำหน้าที่ผลิตต้นกำเนิดเสียงออกมาเพื่อป้อนเข้าสู่เครื่องขยายเสียงในรูปแบบของสัญญาณไฟฟ้า เช่น ไมโครโฟน เทปบันทึกเสียง ซีดี และอื่น ๆ
2. เครื่องขยายเสียง (Amplifier) หมายถึง เครื่องมือที่ทำหน้าที่ขยายสัญญาณไฟฟ้า จากแหล่งต้นเสียงให้มีสัญญาณแรงขึ้นหลาย ๆ เท่าตัว แล้วส่งต่อไปยังลำโพง
3.ลำโพง (Speaker) หมายถึง เครื่องมือที่ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้า ที่ส่งมาจากเครื่องขยายเสียงให้เป็นคลื่นเสียง ซึ่งมนุษย์เราจะรับฟังได
1. แหล่งต้นเสียง (Input Signal) หมายถึงส่วนที่ทำหน้าที่ผลิตต้นกำเนิดเสียงออกมาเพื่อป้อนเข้าสู่เครื่องขยายเสียงในรูปแบบของสัญญาณไฟฟ้า เช่น ไมโครโฟน เทปบันทึกเสียง ซีดี และอื่น ๆ
2. เครื่องขยายเสียง (Amplifier) หมายถึง เครื่องมือที่ทำหน้าที่ขยายสัญญาณไฟฟ้า จากแหล่งต้นเสียงให้มีสัญญาณแรงขึ้นหลาย ๆ เท่าตัว แล้วส่งต่อไปยังลำโพง
3.ลำโพง (Speaker) หมายถึง เครื่องมือที่ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้า ที่ส่งมาจากเครื่องขยายเสียงให้เป็นคลื่นเสียง ซึ่งมนุษย์เราจะรับฟังได
การทำงานของระบบขยายเสียงเกิดขึ้นเมื่อ Input signal ทำหน้าที่เปลี่ยนคลื่นเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อส่งต่อเข้าสู่ Amplifier ซึ่งประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ที่สำคัญ 3 ส่วนคือ
Pre-Amp ทำหน้าที่รับสัญญาณไฟฟ้าเข้ามาแล้วควบคุมความแรงของสัญญาณนั้นให้มีความแรงของสัญญาณคงที่ สม่ำเสมอ
Tone ทำหน้าที่ปรุงแต่งสัญญาณไฟฟ้า ให้เกิดความไพเราะ เช่น ปรุงแต่งเสียงทุ้ม (Bass) และปรุงแต่งเสียงแหลม (Treble)
Power Amp ทำหน้าที่ขยายสัญญาณไฟฟ้าที่ปรุงแต่งแล้วให้มีความแรงของสัญญาณเพิ่มขึ้น แล้วส่งไปยังลำโพง (Speaker) ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นคลื่นเสียง เพื่อให้มนุษย์เราได้ยิน
Pre-Amp ทำหน้าที่รับสัญญาณไฟฟ้าเข้ามาแล้วควบคุมความแรงของสัญญาณนั้นให้มีความแรงของสัญญาณคงที่ สม่ำเสมอ
Tone ทำหน้าที่ปรุงแต่งสัญญาณไฟฟ้า ให้เกิดความไพเราะ เช่น ปรุงแต่งเสียงทุ้ม (Bass) และปรุงแต่งเสียงแหลม (Treble)
Power Amp ทำหน้าที่ขยายสัญญาณไฟฟ้าที่ปรุงแต่งแล้วให้มีความแรงของสัญญาณเพิ่มขึ้น แล้วส่งไปยังลำโพง (Speaker) ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นคลื่นเสียง เพื่อให้มนุษย์เราได้ยิน
องค์ประกอบของระบบขยายเสียง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ
1. ภาคสัญญาณเข้า (Input Signal) เป็นภาคที่ทำหน้าที่ เปลี่ยนคลื่นเสียงให้เป็น
คลื่นไฟฟ้าความถี่เสียง เช่น ไมโครโฟน
2. ภาคขยายสัญญาณ (Amplifier) เป็นภาคที่รับสัญญาณไฟฟ้าความถี่เสียง จาก
ภาคสัญญาณเข้า แล้วนำมาปรับแต่งและขยายสัญญาณให้มีความแรงขึ้นเพื่อ
เตรียมส่งต่อไปยัง ภาคสัญญาณออก 3. ภาคสัญญาณออก (Output Signal) เป็นภาคที่ทำหน้าที่รับสัญญาณไฟฟ้า
ความถี่เสียงที่ได้รับ การขยาย จากภาคขยายสัญญาณ (Amplifier) นำมา
เปลี่ยนเป็นคลื่นเสียง อุปกรณ ์ของภาคสัญญาณออก ได้แก่ ลำโพง
คลื่นไฟฟ้าความถี่เสียง เช่น ไมโครโฟน
2. ภาคขยายสัญญาณ (Amplifier) เป็นภาคที่รับสัญญาณไฟฟ้าความถี่เสียง จาก
ภาคสัญญาณเข้า แล้วนำมาปรับแต่งและขยายสัญญาณให้มีความแรงขึ้นเพื่อ
เตรียมส่งต่อไปยัง ภาคสัญญาณออก 3. ภาคสัญญาณออก (Output Signal) เป็นภาคที่ทำหน้าที่รับสัญญาณไฟฟ้า
ความถี่เสียงที่ได้รับ การขยาย จากภาคขยายสัญญาณ (Amplifier) นำมา
เปลี่ยนเป็นคลื่นเสียง อุปกรณ ์ของภาคสัญญาณออก ได้แก่ ลำโพง
ไมโครโฟน เป็นเครื่องมือที่ทำหน้าที่เปลี่ยนคลื่นเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ แผ่นไดอะแฟรม จะสั่นสะเทือนและทำให้เกิดพลังงานไฟฟ้าขึ้น เป็นพลังงานไฟฟ้าชนิดกระแสสลับที่มีแรงคลื่นไฟฟ้าต่ำมาก ต้องส่งเข้าไปยังเครื่องขยายเสียง เพื่อขยายสัญญาณให้แรงเพิ่มขึ้นอีกทีหนึ่ง
ชนิดของไมโครโฟน
1. แบ่งตามลักษณะของโครงสร้างวัสดุ ไมโครโฟนแบ่งออกได้เป็น 6 ชนิด ด้วยกันคือ
1) แบบคาร์บอน (Cabon mic) ทำจากผงถ่าน คุณภาพไม่ค่อยดี นิยมใช้กับเครื่องรับโทรศัพท์
2) แบบคริสตัล (Crystal mic) ใช้แร่คริสตัลเป็นตัวสั่นสะเทือน ทำให้เกิดพลังงานไฟฟ้า ไมโครโฟนชนิดนี้ไม่ทนต่อสภาพของอุณหภูมิและความชื้น ราคาถูก
3) แบบเซรามิค (Ceramic mic) คล้ายแบบคริสตัล แต่มีความทนทานสูงกว่า นิยใช้ติดตั้งกับเครื่องยานพาหนะ
4) แบบคอนเดนเซอร์ (Condenser mic) ใช้คอนเดนเซอร์ เป็นตัวสร้างความถี่ เพื่อทำให้เกิดสัญญาณขึ้น แต่ต้องอาศัยแบตเตอรี่ เป็นตัวช่วยในการทำงาน คุณภาพเสียงดี เบาเล็กกระทัดรัด
5) แบบไดนามิค (Dynamic mic) ใช้แม่เหล็กถาวร และมีขดลวด (moving coil) เคลื่อนไหวไปมาในสนามแม่เหล็ก ทำให้เกิดการเหนี่ยวนำ และเกิดกระแสไฟฟ้าไหลในวงจร คุณภาพของเสียงดี มีความคงทน เหมาะที่จะใช้งานสาธารณะ
6) แบบริบบอน (Ribbon mic) ใช้แผ่นอลูมิเนียมเบา บางคล้ายกับริบบิ้น จึงต้องอยู่ระหว่างแม่เหล็กถาวรกำลังสูง เมื่อคลื่นเสียงมากระทบกับแผ่นอลูมิเนียม จะสั่นสะเทือนและเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น ไมโครโฟนชนิดนี้จะมีราคาแพง มีคุณภาพดีมาก มีความไวสูง แม้แต่เสียงหายใจ ลมพัด จะรับเสียงได้ เหมาะที่จะนำไปใช้ในห้องส่งวิทยุโทรทัศน์-บันทึกเสียง
ชนิดของไมโครโฟน
1. แบ่งตามลักษณะของโครงสร้างวัสดุ ไมโครโฟนแบ่งออกได้เป็น 6 ชนิด ด้วยกันคือ
1) แบบคาร์บอน (Cabon mic) ทำจากผงถ่าน คุณภาพไม่ค่อยดี นิยมใช้กับเครื่องรับโทรศัพท์
2) แบบคริสตัล (Crystal mic) ใช้แร่คริสตัลเป็นตัวสั่นสะเทือน ทำให้เกิดพลังงานไฟฟ้า ไมโครโฟนชนิดนี้ไม่ทนต่อสภาพของอุณหภูมิและความชื้น ราคาถูก
3) แบบเซรามิค (Ceramic mic) คล้ายแบบคริสตัล แต่มีความทนทานสูงกว่า นิยใช้ติดตั้งกับเครื่องยานพาหนะ
4) แบบคอนเดนเซอร์ (Condenser mic) ใช้คอนเดนเซอร์ เป็นตัวสร้างความถี่ เพื่อทำให้เกิดสัญญาณขึ้น แต่ต้องอาศัยแบตเตอรี่ เป็นตัวช่วยในการทำงาน คุณภาพเสียงดี เบาเล็กกระทัดรัด
5) แบบไดนามิค (Dynamic mic) ใช้แม่เหล็กถาวร และมีขดลวด (moving coil) เคลื่อนไหวไปมาในสนามแม่เหล็ก ทำให้เกิดการเหนี่ยวนำ และเกิดกระแสไฟฟ้าไหลในวงจร คุณภาพของเสียงดี มีความคงทน เหมาะที่จะใช้งานสาธารณะ
6) แบบริบบอน (Ribbon mic) ใช้แผ่นอลูมิเนียมเบา บางคล้ายกับริบบิ้น จึงต้องอยู่ระหว่างแม่เหล็กถาวรกำลังสูง เมื่อคลื่นเสียงมากระทบกับแผ่นอลูมิเนียม จะสั่นสะเทือนและเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น ไมโครโฟนชนิดนี้จะมีราคาแพง มีคุณภาพดีมาก มีความไวสูง แม้แต่เสียงหายใจ ลมพัด จะรับเสียงได้ เหมาะที่จะนำไปใช้ในห้องส่งวิทยุโทรทัศน์-บันทึกเสียง
2. แบ่งตามทิศทางของการรับเสียง 1) แบบรับเสียงได้ทิศทางเดียว (Uni-Directional mic) รับเสียงได้ทิศทางเดียวคือด้าน หน้า มีมุมรับเสียงค่อนข้างแคบ เหมาะที่จะนำไปใช้สำหรับการบรรยาย การบันทึกเสียง วงดนตรี หรือที่ที่ผู้พูดอยู่ด้านหน้าไมโครโฟน
2) แบบรับเสียงได้ 2 ทิศทาง (Bi-directional mic) รับเสียงได้ 2 ทิศทางที่อยู่ตรงข้างกัน
3) แบบรับเสียงได้รอบทิศทาง (Omni-directional mic) รับเสียงได้รอบทิศทาง โดยมี ความไวในการับเสียงเท่าๆ กัน เหมาะสำหรับใช้ในการแสดงบนเวที แต่มีข้อเสียคือ เสียงจะเข้ารอบทิศทาง ป้องกันสัญญาณย้อนกลับ (Feed back) ได้ยาก
4) แบบรับเสียงบริเวณด้านหน้ารูปหัวใจ (Cardioid mic) รับเสียงได้ทิศทางเดียว แต่สามารถรับเสียงได้เป็นมุมกว้าง คล้ายรูปหัวใจหรือใบโพธิ์ นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน
2) แบบรับเสียงได้ 2 ทิศทาง (Bi-directional mic) รับเสียงได้ 2 ทิศทางที่อยู่ตรงข้างกัน
3) แบบรับเสียงได้รอบทิศทาง (Omni-directional mic) รับเสียงได้รอบทิศทาง โดยมี ความไวในการับเสียงเท่าๆ กัน เหมาะสำหรับใช้ในการแสดงบนเวที แต่มีข้อเสียคือ เสียงจะเข้ารอบทิศทาง ป้องกันสัญญาณย้อนกลับ (Feed back) ได้ยาก
4) แบบรับเสียงบริเวณด้านหน้ารูปหัวใจ (Cardioid mic) รับเสียงได้ทิศทางเดียว แต่สามารถรับเสียงได้เป็นมุมกว้าง คล้ายรูปหัวใจหรือใบโพธิ์ นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน
3. แบ่งตามลักษณะการใช้งาน
1) แบบตั้งโต๊ะ (Desk mic) ใช้เสียบบนขาตั้ง วางบนโต๊ะ หรือตั้งพื้นตรงหน้าผู้พูดโดยที ผู้พูดไม่ต้องเคลื่อนไปมา
2) แบบมือถือ (Hand mic) ใช้สำหรับนักร้อง นักโฆษณา
3) แบบห้อยคอ (Lavalier mic) มีขนาดเล็ก ใช้เสียงติดกับคอเสื้อ-กระเป๋าเสื้อ หรือเนค ไท นิยมใช้ในการทำรายการโทรทัศน์
4) แบบบูม (Boom mic) ติดอยู่บนแขนยาว ๆ อยู่เหนือศีรษะผู้พูดสามารถเสื่อนตามผู้ พูด หรือผู้แสดงไปได้ตลอด นิยมใช้ในห้องผลิตรายการโทรทัศน์ และห้องบันทึกเสียงการแสดง
5) แบบบิง (Bing mic) ใช้ตั้งโต๊ะอยู่กับที่โดยไม่เคลื่อนย้าย
6) แบบไม่มีสาย (Wireless mic) เป็นเครื่องส่งวิทยุระบบ F.M ขนาดเล็กกำลังส่งต่ำ ใช้กับเครื่องรับวิทยุระบบ F.M ส่งคลื่นไปได้ไกล ประมาณ 50-200 เมตรเท่านั้น
1) แบบตั้งโต๊ะ (Desk mic) ใช้เสียบบนขาตั้ง วางบนโต๊ะ หรือตั้งพื้นตรงหน้าผู้พูดโดยที ผู้พูดไม่ต้องเคลื่อนไปมา
2) แบบมือถือ (Hand mic) ใช้สำหรับนักร้อง นักโฆษณา
3) แบบห้อยคอ (Lavalier mic) มีขนาดเล็ก ใช้เสียงติดกับคอเสื้อ-กระเป๋าเสื้อ หรือเนค ไท นิยมใช้ในการทำรายการโทรทัศน์
4) แบบบูม (Boom mic) ติดอยู่บนแขนยาว ๆ อยู่เหนือศีรษะผู้พูดสามารถเสื่อนตามผู้ พูด หรือผู้แสดงไปได้ตลอด นิยมใช้ในห้องผลิตรายการโทรทัศน์ และห้องบันทึกเสียงการแสดง
5) แบบบิง (Bing mic) ใช้ตั้งโต๊ะอยู่กับที่โดยไม่เคลื่อนย้าย
6) แบบไม่มีสาย (Wireless mic) เป็นเครื่องส่งวิทยุระบบ F.M ขนาดเล็กกำลังส่งต่ำ ใช้กับเครื่องรับวิทยุระบบ F.M ส่งคลื่นไปได้ไกล ประมาณ 50-200 เมตรเท่านั้น
คุณสมบัติของไมโครโฟน
ไมโครโฟนในแต่ละแบบก็อาจมีคุณสมบัติต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
1.ไมโครโฟนทั่วๆ ไป มีผลตอบสนองความถี่ได้เรียบ ตั้งแต่ 100-10000 เฮิรทซ์ เป็นอย่างน้อยการตอบสนองความพี่ได้มากน้อง เพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับการใช้งาน เช่นการแสดงดนตรีต้องใช้ไมโครโฟนที่ตอบสนองความถี่กว้างประมาณ 50-15000 เฮิรทซ์ โดยราบเรียบเสมอกัน ซึ่งได้แก่ไมโครโฟนแบบไดนามิค แบบริบบอน เป็นต้น
2. ความไวในการรับเสียง เนื่องจากคลื่นเสียงผ่านอากาศไปสู่ไมโครโฟน ไมโครโฟน จะเปลี่ยนคลื่นเสียงเป็นสัญญาณไฟฟ้า และมีความแรงพอที่จะป้อนเข้าสู่เครื่องขยายเสียงได้ไมโครโฟนที่มีความไวการรับเสียงสูง จะสามารถรับคลื่นเสียงที่อยู่ห่างจากไมโครโฟนได้ไมโครโฟนทั่วไป จะมีคามแรงของสัญญาณที่ได้ออกมาเป็นเดซิเบล (dB) ต่ำกว่า 1 โวลท์ เช่น -60 dB หรือ -50 dB ค่า dB เป็นลบมากจะมีความไวต่ำกว่าค่ำ dB ที่เป็นลบน้อย นั่นคือ -60dB ดมีความไวต่ำกว่า -50dB
3. อิมพีแดนซ์ (Impedance) หมายถึงความต้านทานของไมโครโฟนที่เกิดขึ้นขณะ มีสัญญาณหรอืกระแสสลับไฟลผ่าน มีหน่วยเป็นโอห์ม (Ohm) มี 2 ชนิด
1) อิมพแดนซ์สูง (High Impedance) มีค่า Impedance อยู่ระหว่าง 5-10, 50 และ 100 K Ohm ซื่งจะเขียนติดไว้บนตัวไมโครโฟนนี้ชนิดไม่ควรใช้สายยายเกินกว่า 25 ฟุต จะทำให้เกิดเสียงฮัมและสูญเสียกำลังไปในสาย
2) อิมพิแดนซ์ต่ำ (Low Impedance) มีค่า Impedance 200-600 โอมห์ ใช้สายไมโครโฟนได้ยาว กว่า 100 ฟุต
การใช้ไมโครโฟนและการบำรุงรักษา
การใช้ไมโครโฟนและการบำรุงรักษา ควรมีหลักการในการใช้และการบำรุงรักษาดังนี้
1. ไม่เคาะหรือเป่าไมโครโฟน
2. อย่าให้ไมโครโฟนล้มหรือตกเป็นอันขาด
3. ไม่ควรพูดใกล้หรือห่างไมโครโฟนเกินไป โดยทั่ว ๆ ไปจะพูดห่างประมาณ 1-4 นิ้ว ถ้าไมโครโฟนรับเสียงไวมากควรพูดห่างประมาณ 6-12 นิ้ว
4. บริเวณใกล้ ๆ ไมโครโฟนควรขจัดเสียงรบกวนอย่าให้หมด เช่น พัดลม, เครื่องปรั อากาศ
5. ควรติดตั้งไมโครโฟน ให้ห่างจากลำโพง ถ้าจำเนจะต้องอยู่ใกล้กัน ควรหันหน้า ลำโพงเนีออกไปไมให้มาตั้งฉากกับไมโครโฟน
6. ไม่ควรให้ไมโครโฟนเปียกน้ำหรือของเหลว
7. หลังจากเลิกใช้ไมโครโฟนควรเก็บใส่กล่องไว้ให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันฝุ่นละออง และ การกระทบกระเทือน
ไมโครโฟนในแต่ละแบบก็อาจมีคุณสมบัติต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
1.ไมโครโฟนทั่วๆ ไป มีผลตอบสนองความถี่ได้เรียบ ตั้งแต่ 100-10000 เฮิรทซ์ เป็นอย่างน้อยการตอบสนองความพี่ได้มากน้อง เพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับการใช้งาน เช่นการแสดงดนตรีต้องใช้ไมโครโฟนที่ตอบสนองความถี่กว้างประมาณ 50-15000 เฮิรทซ์ โดยราบเรียบเสมอกัน ซึ่งได้แก่ไมโครโฟนแบบไดนามิค แบบริบบอน เป็นต้น
2. ความไวในการรับเสียง เนื่องจากคลื่นเสียงผ่านอากาศไปสู่ไมโครโฟน ไมโครโฟน จะเปลี่ยนคลื่นเสียงเป็นสัญญาณไฟฟ้า และมีความแรงพอที่จะป้อนเข้าสู่เครื่องขยายเสียงได้ไมโครโฟนที่มีความไวการรับเสียงสูง จะสามารถรับคลื่นเสียงที่อยู่ห่างจากไมโครโฟนได้ไมโครโฟนทั่วไป จะมีคามแรงของสัญญาณที่ได้ออกมาเป็นเดซิเบล (dB) ต่ำกว่า 1 โวลท์ เช่น -60 dB หรือ -50 dB ค่า dB เป็นลบมากจะมีความไวต่ำกว่าค่ำ dB ที่เป็นลบน้อย นั่นคือ -60dB ดมีความไวต่ำกว่า -50dB
3. อิมพีแดนซ์ (Impedance) หมายถึงความต้านทานของไมโครโฟนที่เกิดขึ้นขณะ มีสัญญาณหรอืกระแสสลับไฟลผ่าน มีหน่วยเป็นโอห์ม (Ohm) มี 2 ชนิด
1) อิมพแดนซ์สูง (High Impedance) มีค่า Impedance อยู่ระหว่าง 5-10, 50 และ 100 K Ohm ซื่งจะเขียนติดไว้บนตัวไมโครโฟนนี้ชนิดไม่ควรใช้สายยายเกินกว่า 25 ฟุต จะทำให้เกิดเสียงฮัมและสูญเสียกำลังไปในสาย
2) อิมพิแดนซ์ต่ำ (Low Impedance) มีค่า Impedance 200-600 โอมห์ ใช้สายไมโครโฟนได้ยาว กว่า 100 ฟุต
การใช้ไมโครโฟนและการบำรุงรักษา
การใช้ไมโครโฟนและการบำรุงรักษา ควรมีหลักการในการใช้และการบำรุงรักษาดังนี้
1. ไม่เคาะหรือเป่าไมโครโฟน
2. อย่าให้ไมโครโฟนล้มหรือตกเป็นอันขาด
3. ไม่ควรพูดใกล้หรือห่างไมโครโฟนเกินไป โดยทั่ว ๆ ไปจะพูดห่างประมาณ 1-4 นิ้ว ถ้าไมโครโฟนรับเสียงไวมากควรพูดห่างประมาณ 6-12 นิ้ว
4. บริเวณใกล้ ๆ ไมโครโฟนควรขจัดเสียงรบกวนอย่าให้หมด เช่น พัดลม, เครื่องปรั อากาศ
5. ควรติดตั้งไมโครโฟน ให้ห่างจากลำโพง ถ้าจำเนจะต้องอยู่ใกล้กัน ควรหันหน้า ลำโพงเนีออกไปไมให้มาตั้งฉากกับไมโครโฟน
6. ไม่ควรให้ไมโครโฟนเปียกน้ำหรือของเหลว
7. หลังจากเลิกใช้ไมโครโฟนควรเก็บใส่กล่องไว้ให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันฝุ่นละออง และ การกระทบกระเทือน
เครื่องบันทึกเสียง ได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในหลายๆ วงการ เช่นนักข่าวใช้บันทึกเสียงการสัมภาษณ์ การสอบสวนใช้บันทึกเสียงผู้ให้ปากคำ ในวงการศึกษาได้นำเครื่องบันทึกเสียงมาใช้ประโยชน์ได้มากมายเช่นกัน โดยเฉพาะกิจกรรมเกี่ยวกับการเรียนการสอน เช่น บันทึกรายการที่น่าสนใจจากวิทยุ และโทรทัศน์ การฝึกปฏิบัติการทางภาษาทั้งภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ การเรียนดนตรี หรือม้กระทั่งการเรียนทางไกล ซึ่งใช้วิทยุและโทรทัศน์เป็นสื่อ ก็สามารถใช้เครื่องบันทึกเสียงรายการบทเรียนไว้ฟังได้หลาย ๆ ครั้ง หรือในเวลาที่ต้องการ และเมื่อไม่ต้องการใช้ก็สามารถลบทิ้งแล้วบันทึกใหม่ได้อีก นับว่าให้ความสะดวกแกผู้ใช้มากกับทั้งราคาไม่แพงด้วย จึงเป็นที่นิยมใช้กันมาก
หลักการบันทึกเสียงและฟังเสียง
จากทฤษฎีทางไฟฟ้า เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านขดลวดจะเกิดสนามแม่เหล็กรอบๆ ขดลวด ถ้าพันขวดลวดหลาย ๆ รอบบนแกนเหล็ก จะทำให้มีอำนาจเป็นสนามแม่เหล็กได้มากขึ้นในทางตรงกันข้าม เมื่อสนามแม่เหล็กเคลื่อนที่ผ่านขดลวดจะเหนียวทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นมากน้อยขึ้นอยู่กับความแรงของสนามแม่เหล็ก ความเร็วในการเคลื่อนที่ ขนาดและความยาวของลวด หัวบันทึกของเครื่องบันทึกเสียงทำด้วยแท่งแกนเหล็กอ่อนรูปวงแหวนมีขดลวดพันอยู่โดยรอบ ส่วนปลายของวงแหวนด้านหน้าเป็นช่องว่าง ซึ่งเป็นที่ปล่อยเส้นแรงแม่เหล็กออกมา
การบันทึกเสียงจะเริ่มจากคลื่นเสียงจากแหล่งกำเนิดเสียงจะผ่านไมโครโฟน ไมโครโฟนจะทำหน้าที่เปลี่ยนคลื่นเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าตามลักษณะของคลื่นเสียง แล้วผ่านเครื่องขยายเพื่อขยายสัญญาณให้แรงขึ้น สัญญาณไฟฟ้าที่ถูกขยายแล้วนี้จะผ่านเข้าหัวบันทึกทำให้เกิดสนามแม่เหล็กขึ้น สนามแม่เหล็กจะผ่านออกมาทางปลายวงแหวน ซึ่งเป็นช่องว่าง เมื่อนำเทปมาผ่านช่องว่างนี้ เส้นแรงแม่เหล็กจะทำให้ผงเหล็กออกไซต์ (Iron Oxide) มีอำนาจแม่เหล็กมากน้อยเหมือนกับตัวบันทึกนั่นก็คือการบันทึกเสียงนั่นเอง
สารแม่เหล็ก เมื่ออยู่ในสนามแม่เหล็ก จะแสดงอำนาจแม่เหล็กและยังคงแสดงอำนาจแม่เหล็กอยู่ได้ แม้จะออกจากสนามแม่เหล็กแล้ว ดังนั้นทางตรงกันข้าม เมื่อนำแผ่นเทปที่บันทึกเสียงแล้วนี้ไปผ่านหัวฟัง (ซึ่งทำด้วยขดลวดพันรอบแกนเหล็กอ่อนเหมือนหัวบันทึก) ด้วยความเร็วเท่ากับตอนบันทึก อำนาจของแม่เหล็กบนแผ่นเทปจะเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าที่ขดลวดให้หัวฟังสํญญาณไฟฟ้าจะออกจากขดลวดผ่านเข้าไปในเครื่องขยายเสียง เพื่อขยายให้สัญญาณไฟฟ้านี้แรงขึ้น แล้วส่งออกสำโพง ลำโพงจะทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณ เสียงอีกทีหนึ่ง นี่ก็คือการฟังเสียงนั่นเอง
หลักการบันทึกเสียงและฟังเสียง
จากทฤษฎีทางไฟฟ้า เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านขดลวดจะเกิดสนามแม่เหล็กรอบๆ ขดลวด ถ้าพันขวดลวดหลาย ๆ รอบบนแกนเหล็ก จะทำให้มีอำนาจเป็นสนามแม่เหล็กได้มากขึ้นในทางตรงกันข้าม เมื่อสนามแม่เหล็กเคลื่อนที่ผ่านขดลวดจะเหนียวทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นมากน้อยขึ้นอยู่กับความแรงของสนามแม่เหล็ก ความเร็วในการเคลื่อนที่ ขนาดและความยาวของลวด หัวบันทึกของเครื่องบันทึกเสียงทำด้วยแท่งแกนเหล็กอ่อนรูปวงแหวนมีขดลวดพันอยู่โดยรอบ ส่วนปลายของวงแหวนด้านหน้าเป็นช่องว่าง ซึ่งเป็นที่ปล่อยเส้นแรงแม่เหล็กออกมา
การบันทึกเสียงจะเริ่มจากคลื่นเสียงจากแหล่งกำเนิดเสียงจะผ่านไมโครโฟน ไมโครโฟนจะทำหน้าที่เปลี่ยนคลื่นเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าตามลักษณะของคลื่นเสียง แล้วผ่านเครื่องขยายเพื่อขยายสัญญาณให้แรงขึ้น สัญญาณไฟฟ้าที่ถูกขยายแล้วนี้จะผ่านเข้าหัวบันทึกทำให้เกิดสนามแม่เหล็กขึ้น สนามแม่เหล็กจะผ่านออกมาทางปลายวงแหวน ซึ่งเป็นช่องว่าง เมื่อนำเทปมาผ่านช่องว่างนี้ เส้นแรงแม่เหล็กจะทำให้ผงเหล็กออกไซต์ (Iron Oxide) มีอำนาจแม่เหล็กมากน้อยเหมือนกับตัวบันทึกนั่นก็คือการบันทึกเสียงนั่นเอง
สารแม่เหล็ก เมื่ออยู่ในสนามแม่เหล็ก จะแสดงอำนาจแม่เหล็กและยังคงแสดงอำนาจแม่เหล็กอยู่ได้ แม้จะออกจากสนามแม่เหล็กแล้ว ดังนั้นทางตรงกันข้าม เมื่อนำแผ่นเทปที่บันทึกเสียงแล้วนี้ไปผ่านหัวฟัง (ซึ่งทำด้วยขดลวดพันรอบแกนเหล็กอ่อนเหมือนหัวบันทึก) ด้วยความเร็วเท่ากับตอนบันทึก อำนาจของแม่เหล็กบนแผ่นเทปจะเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าที่ขดลวดให้หัวฟังสํญญาณไฟฟ้าจะออกจากขดลวดผ่านเข้าไปในเครื่องขยายเสียง เพื่อขยายให้สัญญาณไฟฟ้านี้แรงขึ้น แล้วส่งออกสำโพง ลำโพงจะทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณ เสียงอีกทีหนึ่ง นี่ก็คือการฟังเสียงนั่นเอง
เครื่องบันทึกเสียงโดยทั่ว ๆ ไป จะมีแถบเสียงดังนี้
1. แถบเสียง (Single or Full Track) หัวบันทึกจะมีขนาดเท่ากับความกว้างของแผ่นเทป บันทึกได้เที่ยวเดียวเต็มแผ่นเทป จะกรอกกลับหรือกลับม้วนเทป เพื่อบันทึกใหม่ไม่ได้
2. แถบเสียง (Dual or Half Track) หัวบันทึกจะมีขนาดเป็นครึ่งหนึ่งของความกว้างของ แผ่นเทป บันทึกสัญญาณได้ 2 เที่ยว เที่ยวละครึ่งแถบ หมายความว่า เมื่อบันทึกไปหนึ่งแถบแล้ว สามารถกลับม้วนเทปและบันทึกได้อีกแถบหนึ่ง
3. แถบเสียงโมโน (Quarter Track Monophonics) หัวบันทึกจะมีขนาด 1/4 ของความกว้าง ของแผ่นเทป บันทึกได้ถึง 4 เที่ยว (มีเฉพาะเทปม้วน) การบันทึกเที่ยวแรกจะบันทึกได้ แถบที่ 1 เมื่อบันทึกหมดม้วนแล้วกรอกกลับ (ไม่ต้องกลับม้วนเทป) จะบันทึกใหม่ได้อีกแถบที่ 3 เมื่อหมดม้วนแล้วกลับม้วนเทป จะบันทึกได้อีกในแถบที่ 2 แล้วกรอกกลับบันทึกได้อีกในแถบที่ 4 เที่ยวในเทปเดียว ทั้งนี้ต้องเลื่อน ตำแหน่งสวิทซ์ที่เครื่องเทปให้ถูกต้องต้อง
4. แถบเสียงสเตริโอ (Quarter Track Stereophonics) หัวบันทึกจะมี 2 หัว แต่ละหัวจะมี ขนาด 1/4 ของความกว้างของแผ่นเทป บันทึกได้ 2 เที่ยวละ 2 แถบ การบันทึกเที่ยวแรกจะบันทึกในแถบที่ 1 และ 3 เมื่อกลับม้วนเทปหรือตลับเทป จะบันทึกได้อีก 1 เที่ยวในแถบที่ 2 และ 4 ซึ่งมีทั้งชนิดม้วนชนิดตลับ
1. แถบเสียง (Single or Full Track) หัวบันทึกจะมีขนาดเท่ากับความกว้างของแผ่นเทป บันทึกได้เที่ยวเดียวเต็มแผ่นเทป จะกรอกกลับหรือกลับม้วนเทป เพื่อบันทึกใหม่ไม่ได้
2. แถบเสียง (Dual or Half Track) หัวบันทึกจะมีขนาดเป็นครึ่งหนึ่งของความกว้างของ แผ่นเทป บันทึกสัญญาณได้ 2 เที่ยว เที่ยวละครึ่งแถบ หมายความว่า เมื่อบันทึกไปหนึ่งแถบแล้ว สามารถกลับม้วนเทปและบันทึกได้อีกแถบหนึ่ง
3. แถบเสียงโมโน (Quarter Track Monophonics) หัวบันทึกจะมีขนาด 1/4 ของความกว้าง ของแผ่นเทป บันทึกได้ถึง 4 เที่ยว (มีเฉพาะเทปม้วน) การบันทึกเที่ยวแรกจะบันทึกได้ แถบที่ 1 เมื่อบันทึกหมดม้วนแล้วกรอกกลับ (ไม่ต้องกลับม้วนเทป) จะบันทึกใหม่ได้อีกแถบที่ 3 เมื่อหมดม้วนแล้วกลับม้วนเทป จะบันทึกได้อีกในแถบที่ 2 แล้วกรอกกลับบันทึกได้อีกในแถบที่ 4 เที่ยวในเทปเดียว ทั้งนี้ต้องเลื่อน ตำแหน่งสวิทซ์ที่เครื่องเทปให้ถูกต้องต้อง
4. แถบเสียงสเตริโอ (Quarter Track Stereophonics) หัวบันทึกจะมี 2 หัว แต่ละหัวจะมี ขนาด 1/4 ของความกว้างของแผ่นเทป บันทึกได้ 2 เที่ยวละ 2 แถบ การบันทึกเที่ยวแรกจะบันทึกในแถบที่ 1 และ 3 เมื่อกลับม้วนเทปหรือตลับเทป จะบันทึกได้อีก 1 เที่ยวในแถบที่ 2 และ 4 ซึ่งมีทั้งชนิดม้วนชนิดตลับ
ลำโพง
ลำโพง (LoundSpeaker) เป็นอุปกรณ์ในภาคสัญญาณออก (Output Signal) ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าความถี่เสียง (Audio Frequency) ที่ถูกขยายแล้ว ให้กลับเป็นคลื่นเสียงตามธรรมชาติ ปัจจุบันมีการประดิษฐ์ คิดค้น ลำโพงออกมาหลายแบบ แต่ที่นิยมใช้มีอยู่เพียงแบบเดียวคือ แบบไดนามิค (Dynamic) ซึ่งมีโครงสร้างภายใน ประกอบด้วยแม่เหล็กถาวรและขดลวดเป็นส่วนสำคัญ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
1. แบบปากแตร (Horn) คุณภาพเสียงไม่ดีนัก แต่ให้เสียงดังและพุ่งไปไกล
2. แบบกรวย (Cone) มีหลายขนาด ขนาดใหญ่จะให้เสียงทุ้ม ขนาดเล็กจะให้เสียงแหลมกว่า
ชนิดของลำโพง
แบ่งตามลักษณะ โครงสร้างภายนอก ของลำโพง อาจแบ่งตามลักษณะทางกายภาพได้ 2 แบบย่อย ๆ คือ
1. ลำโพงตู้ (Cabinet Speaker)
ส่วนมากเป็นลำโพงแบบไดนามิค
กรวยลำโพงทำด้วยกระดาษ
และบรรจุไว้ในตู้ที่ทำด้วยไม้หนา ๆ
กรวยลำโพงทำด้วยกระดาษ
และบรรจุไว้ในตู้ที่ทำด้วยไม้หนา ๆ
2. ลำโพงปากแตร (Horn)
ลำโพงปากแตร เป็นลำโพงที่มักใช้ภายนอกอาคาร มีคุณสมบัติทนแดดทนฝน สามารถส่งเสียงไปได้ไกล ๆ แต่จะให้เฉพาะเสียงแหลมเท่านั้น
การแบ่งลำโพงตาม ลักษณะการตอบสนอง ความถี่ของคลื่นเสียง
มี 3 ชนิด คือ
มี 3 ชนิด คือ
1. ลำโพงเสียงทุ้ม (Woofer) เป็นลำโพงกรวยกระดาษแบบไดนามิค
ขนาดใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ตั้งแต่ 6 นิ้วขึ้นไป มีความไวต่อการสั่นสะเทือน ตอบสนองความถี่เสียงในช่วง 20 - 250 Hz
ขนาดใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ตั้งแต่ 6 นิ้วขึ้นไป มีความไวต่อการสั่นสะเทือน ตอบสนองความถี่เสียงในช่วง 20 - 250 Hz
2. ลำโพงเสียงกลาง (Midrange / Squawked)
เป็นลำโพงที่ตอบสนอง ความถี่ในช่วงกลางๆ เป็นลำโพง กรวยกระดาษ แบบไดนามิก เส้นผ่าศูนย์กลาง 4 - 6 นิ้ว ตอบสนองความถี่เสียงในช่วงประมาณ 500 - 5,000 Hz
3. ลำโพงเสียงแหลม (Tweeter)
เป็นลำโพงกรวยรูปโดม ขนาดเล็ก แบบไดนามิก ซึ่งมีเสียงแหลม ตอบสนองความถี่ ประมาณ 5,000 Hz ขึ้นไป มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 - 3 นิ้ว
การแบ่งลำโพงตามลักษณะการใช้งาน ได้ 3 ประเภท
1. ลำโพงใช้ภายในอาคาร (Indoor speaker)
1. ลำโพงใช้ภายในอาคาร (Indoor speaker)
ใช้ติดตั้งภายในอาคาร ส่วนมากนิยมใช้เป็นลำโพงกระดาษเพื่อให้ได้เสียงที่ชัดเจนนุ่มนวล
2. ลำโพงใช้ภายนอกอาคาร (Outdoor speaker)
โดยมากมักเป็นลำโพงที่มีแผ่นสั่นเป็นพวกโลหะหรือไฟเบอร์ เพื่อให้ความคมชัดของเสียงสูง สามารถส่งกระจายเสียงไปให้ผู้ฟังที่อยู่ไกลๆ ได้ยินได้
3. ลำโพงใช้ภายในและภายนอกอาคาร
เป็นลำโพงที่สามารถใช้ได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ซึ่งมิได้เน้นให้มีเสียงและความคงทนที่ดีมาก แต่เน้นเป็นกลางๆ
สื่อประเภทสื่อฉาย
สื่อประเภทสื่อฉาย
ธรรมชาติของสื่อ
เครื่องฉายที่นำมาใช้สำหรับการเรียนการสอน ได้แก่ เครื่องฉายสไลด์ เครื่องฉายฟิล์มสตริป เครื่องฉายภาพยนตร์ เครื่องฉายแผ่นใส และเครื่องฉายภาพหรือวัสดุทึบแสง จุดประสงค์ที่สำคัญของการฉาย คือการแสดงให้เห็นการเคลื่อน และแสดงสิ่งที่มีขนาดเล็กให้เห็นเป็นขนาดใหญ่ขึ้น
ข้อเด่นของสื่อ
1.สามารถขยายภาพถ่าย ภาพเขียน ข้อความ หรือวัสดุทึบแสงให้มีขนาดใหญ่ได้
2.เหมาะสำหรับผู้เรียนกลุ่มใหญ่
3. ช่วยลดภาระในการผลิตแผ่นภาพโปร่งใส สไลด์ หรือภาพกราฟิก
ข้อด้อยของสื่อ
1. สามารถขยายภาพถ่าย ภาพเขียน ข้อความ หรือวัสดุทึบแสงให้มีขนาดใหญ่ได้
2. เหมาะสำหรับผู้เรียนกลุ่มใหญ่
3. ช่วยลดภาระในการผลิตแผ่นภาพโปร่งใส สไลด์ หรือภาพกราฟิก
2. เหมาะสำหรับผู้เรียนกลุ่มใหญ่
3. ช่วยลดภาระในการผลิตแผ่นภาพโปร่งใส สไลด์ หรือภาพกราฟิก
หลักการใช้สื่อ
ประเภทของเครื่องฉาย
เครื่องฉายมีอยู่หลายประเภทการแบ่งประเภทมีการแบ่งอยู่หลายลักษณะเช่น
1. แบ่งตามระบบการฉาย
1.1. ระบบการฉายตรง (Direct Projection) เป็นระบบที่แสงจากหลอดฉายส่องตรงผ่าน เลนซ์รวมแสง ผ่านวัสดุฉาย ผ่านเลนซ์ฉาย ออกสู่จอ เช่น ระบบของเครื่องฉายภาพยนตร์ เครื่องฉายสไลด์และฟิล์มสตริฟ
1.1. ระบบการฉายตรง (Direct Projection) เป็นระบบที่แสงจากหลอดฉายส่องตรงผ่าน เลนซ์รวมแสง ผ่านวัสดุฉาย ผ่านเลนซ์ฉาย ออกสู่จอ เช่น ระบบของเครื่องฉายภาพยนตร์ เครื่องฉายสไลด์และฟิล์มสตริฟ
1.2. ระบบฉายอ้อม (Indirect Projection) หรือเรียกว่า ระบบแสงส่องสะท้อนผ่านวัสดุฉาย
แสงผ่านวัสดุฉายและส่วนประกอบอื่น ออกไปสู่จอในลักษณะที่แสงไม่ได้ส่องตรงไปที่เดียว แต่จะมีการสะท้อนเปลี่ยนทิศทาง เช่น ระบบการฉายในเครื่องฉายแผ่นโปร่งใส
1.3. ระบบแสงส่องสะท้อน(Reflect Projection) หรือแสงส่องสะท้อนที่ไม่ผ่านวัสดุฉาย
ระบบนี้ แสงจากหลอดฉาย ตกกระทบวัสดุฉาย แล้วสะท้อนผ่านส่วนประกอบอื่น ออกไปสู่จอโดยแสงไม่ผ่านวัสดุฉาย ทั้งนี้เพราะวัสดุที่จะใช้ฉายกับเครื่องประเภทนี้มีความทึบแสง
2. แบ่งตามลักษณะภาพที่ปรากฏบนจอ
2.1 เครื่องฉายภาพนิ่ง จะให้ภาพนิ่งปรากฏบนจอ ได้แก่ เครื่องฉายสไลด์ เครื่องฉายฟิล์มสตริป เครื่องฉายภาพทึบแสง และเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ (เครื่องฉายภาพโปร่งใส) เป็นต้น
2.2 เครื่องฉายภาพเคลื่อนไหว ภาพที่ปรากฏบนจอจะทำให้ผู้ชมมีความรู้สึกว่าเคลื่อนไหวเหมือนภาพที่เป็นจริง ได้แก่ เครื่องฉายภาพยนตร์ เครื่องฉายฟิล์มลู๊ป เครื่องฉายภาพดิจิตอล
3. แบ่งตามลักษณะของวัสดุฉาย
3.1 เครื่องฉายภาพโปร่งใส (Transparency Projector) ซึ่งวัสดุฉายจะเป็นวัสดุโปร่งใสหรือโปร่งแสง (Transparency Materials) เช่น เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ เครื่องฉายสไลด์ เครื่องฉายฟิล์มสตริป เครื่องฉายภาพยนตร์ และเครื่องฉายไมโครฟิล์ม เป็นต้น
3.2 เครื่องฉายภาพทึบแสง (Opaque Projector) เป็นเครื่องฉายที่ฉายวัสดุทึบแสงซึ่งแสงจะไม่สามารถผ่านวัสดุฉายได้ แต่จะใช้หลักการสะท้อนของภาพแทน
3.3. เครื่องฉายภาพดิจิตอล(Digital Projector) เป็นเครื่องฉายที่ใช้วัสดุจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเหมือนกับวัดสุฉายที่เป็นลักษณะโปร่งแสงหรือทึบแสง
เครื่องฉายภาพดิจตอลของ BenQ
4. แบ่งตามลักษณะการใช้งาน ซึ่งแต่ละประเภทจะใช้งานในลักษณะต่าง ๆ เช่น
4.1 เครื่องฉายสไลด์
4.2 เครื่องฉายฟิล์มสตริป
4.3 เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ
4.4 เครื่องฉายภาพทึบแสง
5. แบ่งตามลักษณะเทคโนโลยีการผลิตเครื่องฉาย
5.1 เครื่องฉายที่ใช้เทคโนโลยีแบบพื้นฐาน กล่าวคือ เป็นเครื่องฉายใช้อุปกรณ์กลไกที่ไม่ซับซ้อน เป็นเครื่องฉายที่ใช้เทคโนโลยีง่ายๆ และใช้กลไกเป็นหลักในการทำงานของเครื่องฉาย เช่น
5.1.1 เครื่องฉายสไลด์
5.1.2 เครื่องฉายฟิล์มสตริป
5.1.3 เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ
5.1.4 เครื่องฉายภาพทึบแสง
5.2 เครื่องฉายที่ใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนหรือเครื่องฉายประเภทที่ใช้อุปกรณ์เล็กทรอนิกส์ เช่นเครื่องฉายภาพดิจิตอล ซึ่งเครื่องฉายดิจิตอลโดยมีการพัฒนามานานพอสมควร โดยเริ่มจากเครื่องวีดิโอโปรเจ็คเตอร์ที่ใช้หลอดฉายประเภท CRT แล้วพัฒนามาเป็นยุค LCD ซึ่งในระยะแรก ๆ ยังมีคุณภาพที่ด้อยกว่าชนิดที่ใช้หลอดภาพ CRT จากนั้นได้มีความพยายามในการพัฒนาในหลาย ๆ เทคโนโลยี เช่น DLP, D-ILA และ LCOS เป็นต้น อย่างไรก็ตามเครื่องฉายได้รับการพัฒนามาจนถึงปัจจุบันที่สามารถเรียกกันได้ว่าเป็นเครื่องฉายภาพดิจิตอล เนื่องจากให้คุณภาพของภาพที่คมชัดกว่าเครื่องฉายที่ใช้สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์แอนนาลอกทำให้คุณลักษณะของเครื่องฉายประเภทนี้มุ่งการพัฒนาไปสู่ดิจิตอลมากขึ้น จนแทบจะกล่าวได้ว่า เครื่องฉายประเภทที่ใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนหรือเครื่องฉายประเภทที่ใช้อุปกรณ์เล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องฉายที่ใช้ดิจิตอลหมดแล้ว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)